<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>LongSpine.com &#187; Thailand</title>
	<atom:link href="http://longspine.com/tag/thailand/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://longspine.com</link>
	<description>Yes, we are lazy.</description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Jan 2012 01:17:13 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	
		<item>
		<title>โรงกลั่น Esso กับการผูกขาดของ PTT</title>
		<link>http://longspine.com/business/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-esso/</link>
		<comments>http://longspine.com/business/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-esso/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2011 02:09:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>poomk</dc:creator>
				<category><![CDATA[business]]></category>
		<category><![CDATA[Esso]]></category>
		<category><![CDATA[Exxon]]></category>
		<category><![CDATA[PTT]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[TOP]]></category>
		<category><![CDATA[การผูกขาด]]></category>
		<category><![CDATA[ปทต]]></category>
		<category><![CDATA[ผูกขาด]]></category>
		<category><![CDATA[เอสโซ่]]></category>
		<category><![CDATA[ไทยออยล์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://longspine.com/?p=387</guid>
		<description><![CDATA[ข่าวลือ Esso ขายกิจการโรงกลั่นกลับมาฮิตอีกครั้งก่อนปีใหม่ ถ้าเอสโซ่ไทยถูกขายให้ไทยออยล์หรือปตท.จริงๆ จะกลายเป็นว่าปตท.มีอำนาจควบคุมการกลั่นน้ำมันในไทย(เกือบ) 100% แต่ถ้าขายไปแล้วเอสโซ่ก็จะเหลือแค่ปิโตรเคมีเล็กๆ ซึ่งก็ไม่วายเสี่ยงถูกปตทโกลบอลซื้อไปอีก แบบนี้ก็จะมีการถกเถียงว่านี่เป็น&#8221;การผูกขาด&#8221;หรือเปล่า? เพราะปตท.มีอำนาจตัดสินใจในโรงกลั่นทุกโรง (PTTGC, TOP, BCP, IRPC, SPRC, ESSO) คิดในมุมกลับกัน ถึงแม้ว่าปตท.จะเป็นเจ้าเดียวในไทย แต่การนำเข้าหรือส่งออกน้ำมันของไทยก็มีสูงมากอยู่แล้ว คือถ้าน้ำมันถูกไปเราก็ไปขายต่างชาติ แพงไปเราก็ไปซื้อต่างชาติ การกำหนดราคาน้ำมันโดยอิงราคาตลาดมันทำให้มีระบบควบคุมราคาในตัวที่ทำให้ไม่สามารถ&#8221;ผูกขาด&#8221;ได้แม้จะเป็นบริษัทเดียวในไทย สรุปคือถ้าจะป้องกัน&#8221;การผูกขาด&#8221;มีสองทางเลือกคือ อิงราคากับต่างชาติ บริษัทในไทยจะเป็นของรายเดียวก็ได้เพราะไม่มีความสามารถในการกำหนดราคาอยู่แล้ว อิงราคาจากต้นทุนน้ำมันของแต่ละโรงกลั่น กระจายบริษัทเป็นหลายๆบริษัททีี่ไม่มีอำนาจก้าวกา่ยกัน และเพิ่มภาษีนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศที่ต้นทุนถูกกว่าอย่างสิงคโปร์ เพื่อให้บริษัทในไทยเลี้ยงตัวเองได้ ทางเลือกที่ 1. คือทางสายหลักที่ทุกๆรัฐบาลไทยในช่วงหลังทำ แต่ก็มีกระแสการเมืองสนับสนุนทางเลือกที่ 2. เป็นพักๆเพื่อที่จะป้องกันการครอบครองของปตท. (ที่อาจจะไม่ผูกขาดในทางปฎิบัติเพราะไม่ใช่ผู้กำหนดราคา) แม้จะค่อนข้างขัดกับนโยบายการค้าเสรี อาจทำให้ผู้บริโภคได้น้ำมันราคาแพงขึ้น และอาจทำให้เกิดการ&#8221;ผูกขาด&#8221;ราคาน้ำมันโดยเจ้าใหญ่ต้นทุนต่ำได้จริงๆหากไม่มีการดูแล สุดท้ายอนาคตบริษัทพวกนี้ก็ไปจบที่การเมืองไทย Exxon เลยอาจจะอยากขายโรงกลั่นของ Esso ไปให้พ้นๆมือก็ได้ถ้าได้ราคาดี]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.ryt9.com/s/iq05/1304227">ข่าวลือ Esso ขายกิจการโรงกลั่น</a>กลับมาฮิตอีกครั้งก่อนปีใหม่</p>
<p>ถ้าเอสโซ่ไทยถูกขายให้ไทยออยล์หรือปตท.จริงๆ จะกลายเป็นว่าปตท.มีอำนาจควบคุมการกลั่นน้ำมันในไทย(เกือบ) 100% แต่ถ้าขายไปแล้วเอสโซ่ก็จะเหลือแค่ปิโตรเคมีเล็กๆ ซึ่งก็ไม่วายเสี่ยงถูกปตทโกลบอลซื้อไปอีก</p>
<p>แบบนี้ก็จะมีการถกเถียงว่านี่เป็น&#8221;การผูกขาด&#8221;หรือเปล่า? เพราะปตท.มีอำนาจตัดสินใจในโรงกลั่นทุกโรง (PTTGC, TOP, BCP, IRPC, SPRC, ESSO)</p>
<p>คิดในมุมกลับกัน ถึงแม้ว่าปตท.จะเป็นเจ้าเดียวในไทย แต่การนำเข้าหรือส่งออกน้ำมันของไทยก็มีสูงมากอยู่แล้ว คือถ้าน้ำมันถูกไปเราก็ไปขายต่างชาติ แพงไปเราก็ไปซื้อต่างชาติ การกำหนดราคาน้ำมันโดยอิงราคาตลาดมันทำให้มีระบบควบคุมราคาในตัวที่ทำให้ไม่สามารถ&#8221;ผูกขาด&#8221;ได้แม้จะเป็นบริษัทเดียวในไทย</p>
<p>สรุปคือถ้าจะป้องกัน&#8221;การผูกขาด&#8221;มีสองทางเลือกคือ</p>
<ol>
<li>อิงราคากับต่างชาติ บริษัทในไทยจะเป็นของรายเดียวก็ได้เพราะไม่มีความสามารถในการกำหนดราคาอยู่แล้ว</li>
<li>อิงราคาจากต้นทุนน้ำมันของแต่ละโรงกลั่น กระจายบริษัทเป็นหลายๆบริษัททีี่ไม่มีอำนาจก้าวกา่ยกัน และเพิ่มภาษีนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศที่ต้นทุนถูกกว่าอย่างสิงคโปร์ เพื่อให้บริษัทในไทยเลี้ยงตัวเองได้</li>
</ol>
<p>ทางเลือกที่ 1. คือทางสายหลักที่ทุกๆรัฐบาลไทยในช่วงหลังทำ แต่ก็มีกระแสการเมืองสนับสนุนทางเลือกที่ 2. เป็นพักๆเพื่อที่จะป้องกันการครอบครองของปตท. (ที่อาจจะไม่ผูกขาดในทางปฎิบัติเพราะไม่ใช่ผู้กำหนดราคา) แม้จะค่อนข้างขัดกับนโยบายการค้าเสรี อาจทำให้ผู้บริโภคได้น้ำมันราคาแพงขึ้น และอาจทำให้เกิดการ&#8221;ผูกขาด&#8221;ราคาน้ำมันโดยเจ้าใหญ่ต้นทุนต่ำได้จริงๆหากไม่มีการดูแล</p>
<p>สุดท้ายอนาคตบริษัทพวกนี้ก็ไปจบที่การเมืองไทย Exxon เลย<strong>อาจจะ</strong>อยากขายโรงกลั่นของ Esso ไปให้พ้นๆมือก็ได้ถ้าได้ราคาดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://longspine.com/business/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99-esso/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค่าแรง 300 และภาษีเงินได้นิติบุคคล 23%</title>
		<link>http://longspine.com/business/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87300%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://longspine.com/business/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87300%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Dec 2011 01:24:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>poomk</dc:creator>
				<category><![CDATA[business]]></category>
		<category><![CDATA[23%]]></category>
		<category><![CDATA[300 บาท]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าแรงขั้นต่ำ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีนิติบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษีเงินได้นิติบุคคล]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://longspine.com/?p=374</guid>
		<description><![CDATA[นโยบายเศรษฐกิจของรัฐในแง่ของธุรกิจการลงทุนเป็นที่ถกเถียงกันมาก โดยมีทั้งผลดีและผลเสียต่อธุรกิจ คือ ผลเสีย: ค่าแรง 300 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทสูงขึ้น ผลดี: ลดภาษีนิติบุคคล จาก 30% เหลือ 23% (และ 20% ใน 2556) ทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น มีคำถามว่า แล้วโดยรวมบริษัทของเราๆจะได้ผลเสียหรือผลดีมากกว่ากัน? ผมคิดตัวเลขคร่าวๆดังนี้ เริ่มจากพิจารณาผลดีทางภาษีก่อน สมมุติว่า ปัจจุบันบริษัทมีกำไรก่อนหักภาษี (EBT) 143 บาท เสียภาษี 30% หรือ 43 บาท เหลือกำไรสุทธิ (E) 100 บาท เมื่อเปลี่ยนไปใช้อัตราภาษีใหม่ในปีหน้า ท่านจะเสียภาษีแค่ 23% หรือ 33 บาท ได้กำไรสุทธิ 110 บาท หรือ 10% ต่อปีเลยทีเดียว ลองมาคำนวนกันต่อว่าจะผลเสียต้องร้ายแรงเท่าไหร่ถึงจะมากกว่าผลดี? ที่อัตราภาษีใหม่ หากบริษัทต้องการมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่าเดิม คือที่ 100 บาท [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นโยบายเศรษฐกิจของรัฐในแง่ของธุรกิจการลงทุนเป็นที่ถกเถียงกันมาก โดยมีทั้งผลดีและผลเสียต่อธุรกิจ คือ</p>
<ul>
<li>ผลเสีย: ค่าแรง 300 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทสูงขึ้น</li>
<li>ผลดี: ลดภาษีนิติบุคคล จาก 30% เหลือ 23% (และ 20% ใน 2556) ทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น</li>
</ul>
<p>มีคำถามว่า แล้วโดยรวมบริษัทของเราๆจะได้ผลเสียหรือผลดีมากกว่ากัน? ผมคิดตัวเลขคร่าวๆดังนี้</p>
<p>เริ่มจากพิจารณาผลดีทางภาษีก่อน สมมุติว่า ปัจจุบันบริษัทมีกำไรก่อนหักภาษี (EBT) 143 บาท เสียภาษี 30% หรือ 43 บาท เหลือกำไรสุทธิ (E) 100 บาท</p>
<p>เมื่อเปลี่ยนไปใช้อัตราภาษีใหม่ในปีหน้า ท่านจะเสียภาษีแค่ 23% หรือ 33 บาท ได้กำไรสุทธิ 110 บาท หรือ 10% ต่อปีเลยทีเดียว</p>
<p>ลองมาคำนวนกันต่อว่าจะผลเสียต้องร้ายแรงเท่าไหร่ถึงจะมากกว่าผลดี?</p>
<p>ที่อัตราภาษีใหม่ หากบริษัทต้องการมีกำไรสุทธิไม่น้อยกว่าเดิม คือที่ 100 บาท บริษัทจะต้องมีกำไรสุทธิก่อนหักภาษีที่ 130 บาท<br />
เมื่อเทียบกับอัตราภาษีเก่าที่รายได้ก่อนหักภาษี 143 บาทแล้ว หมายความว่าบริษัทรองรับผลเสียต่อนโยบายได้ 13 บาท หรือเท่ากับ 9% ของรายได้เก่าก่อนหักภาษี (ไม่คิดกรณีที่แรงซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้นในบางธุรกิจ)</p>
<p>ผลเสียของค่าแรง 300 บาท นั้นสูงถึง 9% ของกำไรก่อนหักภาษีของบริษัทไหม? ถ้าไม่ถึง นโยบายเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลดีต่อบริษัทนั้นมากกว่าผลเสีย โดยดูจากตัวเลขง่ายๆอย่างที่กล่าวไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://longspine.com/business/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87300%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Sanyo Semiconductor ประเด็นร้อนในช่วงนี้</title>
		<link>http://longspine.com/business/sanyo-smi-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://longspine.com/business/sanyo-smi-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 09 Dec 2011 16:24:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>poomk</dc:creator>
				<category><![CDATA[business]]></category>
		<category><![CDATA[flood]]></category>
		<category><![CDATA[on semi]]></category>
		<category><![CDATA[on semiconductor]]></category>
		<category><![CDATA[sanyo]]></category>
		<category><![CDATA[sanyo smi]]></category>
		<category><![CDATA[semiconductor]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://longspine.com/?p=369</guid>
		<description><![CDATA[กรณีของ Sanyo Semiconductor ปิดกิจการในไทย ผมมองว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ เพราะสาเหตุหนึ่งที่ Sanyo Semiconductor ถูกขายไปให้ ON Semiconductor ในปีนี้นั้น เป็นเพราะว่าตลาดอิเล็คทรอนิกส์โลกถดถอยลง อุปสงค์ลดลงอุปทานเพิ่มขึ้น การซื้อครั้งนี้ ทำให้ ON SEMI มีบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์อยู่สามแห่งใน SE-Asia คือ ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย การที่อุปสงค์สินค้าลดลง ประกอบกับการที่โรงงานที่ไทยเสียหายเพราะถูกน้ำท่วม น่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุผลที่ซันโยจะปิดโรงงานในไทย แล้วไปเร่งการผลิตในโรงงานอื่นๆให้เต็มที่แทน บริษัทอื่นๆที่มีฐานการผลิตสำคัญในไทยไม่ใช่กรณีเดียวกับซันโย การย้ายฐานเพราะน้ำท่วมไม่น่าจะทำได้ง่ายๆหรืออาจไม่คุ้มค่า ปริมาณคนตกงานรวมกิจการในนิคมต่างๆที่ถูกน้ำท่วมตอนนี้อยู่ที่หลักพันต้นๆ แต่ทว่าอมตะนคร (ที่ไม่ท่วม) นั้นประกาศจ้างงานเพิ่ม 20,000 คน ตัวเลขสองอย่างนี้มันต่างกันอยู่ อาจจะหมายความได้ว่า โรงงานส่วนมากยังลงทุนในไทยอยู่ แต่อาจมีการกระจายฐานไปนิคมอื่นๆด้วย ตัวเลขการปิดกิจการอาจเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ยังมีช่องหายใจอีกเยอะเพราะยังจ้างงานเพิ่มอยู่ 10-20 เท่าของที่เลิกจ้าง ยังไม่นับอัตราจ้างที่เพิ่มขึ้นของนิคมอื่นๆอีก ถ้าอัตราจ้างงานยังสูงกว่าการเลิกจ้างขนาดนี้ GDP Growth 7% ที่วางไว้่อาจทำได้ไม่ยาก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กรณีของ Sanyo Semiconductor ปิดกิจการในไทย ผมมองว่ามันสมเหตุสมผลอยู่ เพราะสาเหตุหนึ่งที่ Sanyo Semiconductor ถูกขายไปให้ ON Semiconductor ในปีนี้นั้น เป็นเพราะว่าตลาดอิเล็คทรอนิกส์โลกถดถอยลง อุปสงค์ลดลงอุปทานเพิ่มขึ้น การซื้อครั้งนี้ ทำให้ ON SEMI มีบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์อยู่สามแห่งใน SE-Asia คือ ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย</p>
<p>การที่อุปสงค์สินค้าลดลง ประกอบกับการที่โรงงานที่ไทยเสียหายเพราะถูกน้ำท่วม น่าจะเป็นเรื่องที่สมเหตุผลที่ซันโยจะปิดโรงงานในไทย แล้วไปเร่งการผลิตในโรงงานอื่นๆให้เต็มที่แทน</p>
<p>บริษัทอื่นๆที่มีฐานการผลิตสำคัญในไทยไม่ใช่กรณีเดียวกับซันโย การย้ายฐานเพราะน้ำท่วมไม่น่าจะทำได้ง่ายๆหรืออาจไม่คุ้มค่า</p>
<p>ปริมาณคนตกงานรวมกิจการในนิคมต่างๆที่ถูกน้ำท่วมตอนนี้อยู่ที่หลักพันต้นๆ แต่ทว่าอมตะนคร (ที่ไม่ท่วม) นั้นประกาศจ้างงานเพิ่ม 20,000 คน ตัวเลขสองอย่างนี้มันต่างกันอยู่ อาจจะหมายความได้ว่า</p>
<ol>
<li>โรงงานส่วนมากยังลงทุนในไทยอยู่ แต่อาจมีการกระจายฐานไปนิคมอื่นๆด้วย</li>
<li>ตัวเลขการปิดกิจการอาจเพิ่มขึ้นได้อีก แต่ยังมีช่องหายใจอีกเยอะเพราะยังจ้างงานเพิ่มอยู่ 10-20 เท่าของที่เลิกจ้าง ยังไม่นับอัตราจ้างที่เพิ่มขึ้นของนิคมอื่นๆอีก</li>
<li>ถ้าอัตราจ้างงานยังสูงกว่าการเลิกจ้างขนาดนี้ GDP Growth 7% ที่วางไว้่อาจทำได้ไม่ยาก</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://longspine.com/business/sanyo-smi-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>‎4 ทีมกับการแก้ไขน้ำท่วมประเทศไทย</title>
		<link>http://longspine.com/business/%e2%80%8e4-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://longspine.com/business/%e2%80%8e4-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Nov 2011 14:51:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>poomk</dc:creator>
				<category><![CDATA[business]]></category>
		<category><![CDATA[2011]]></category>
		<category><![CDATA[flood]]></category>
		<category><![CDATA[plan]]></category>
		<category><![CDATA[strategy]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://longspine.com/?p=364</guid>
		<description><![CDATA[ทีมเฉพาะหน้า 1-2 เดือน: ศปภ. ทีมระยะซ่อม 1 ปี: ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ทีมระยะยาว A: คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) -&#62; ประธานคณะกรรมการ: วีรพงษ์ รามางกูร -&#62; รองประธาน: ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ + กิตติรัตน์ ณ ระนอง -&#62; กรรมการ: ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล + พันศักดิ์ วิญญรัตน์ + กิจจา ผลภาษี + ประเสริฐ บุญสัมพันธ์, นายวิษณุ เครืองาม, ศุภวุฒิ สายเชื้อ ทีมระยะยาว B: คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) -&#62; ประธานกรรมการ กิตติรัตน์ ณ ระนอง -&#62; ที่ปรึกษา: สุเมธ ตันติเวชกุล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<ol>
<li>ทีมเฉพาะหน้า 1-2 เดือน: ศปภ.</li>
<li>ทีมระยะซ่อม 1 ปี: ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์</li>
<li>ทีมระยะยาว A: คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.)<br />
-&gt; ประธานคณะกรรมการ: วีรพงษ์ รามางกูร<br />
-&gt; รองประธาน: ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ + กิตติรัตน์ ณ ระนอง<br />
-&gt; กรรมการ: ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล + พันศักดิ์ วิญญรัตน์ + กิจจา ผลภาษี + ประเสริฐ บุญสัมพันธ์, นายวิษณุ เครืองาม, ศุภวุฒิ สายเชื้อ</li>
<li>ทีมระยะยาว B: คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อว<wbr>างระบบการบริหารจัดการทรัพย<wbr>ากรน้ำ (กยน.)<br />
-&gt; ประธานกรรมการ กิตติรัตน์ ณ ระนอง<br />
-&gt; ที่ปรึกษา: สุเมธ ตันติเวชกุล<br />
-&gt; คณะกรรมการ: กิจจา ผลภาษี, ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล, ธีระ วงศ์สมุทร, ปราโมทย์ ไม้กลัด, ปลอดประสพ สุรัสวดี,และอีกหลายๆคน<br />
</wbr></wbr></li>
</ol>
<p>ทีม 1 นั้นดูออดๆแอดๆ แต่ก็ตามชื่อว่าคือเฉพาะหน้า ถ้า้จะแก้ก็คงไม่คุ้มเพราะถ้าหน้าใหม่มาพอยังไม่เริ่มทำงานก็ต้องสลายแล้ว</p>
<p>ทีม 2 นี้ยังแคลงใจอยู่ อาจต้องการเสถียรภาพทางการเมืองและนโบายรัฐสูงถึงต้องตั้ง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ มาคุมเสียเอง</p>
<p>ที่น่าสนใจที่สุดคือทีม 3 ถ้าทำได้ตามนี้จริงจะแข็งแกร่งมาก เรียกได้ว่าเป็นทีมรวมดาราด้านเศรษฐกิจของไทยเลยทีเดียว จากผลงานที่ผ่านๆมาของแต่ละท่านน่าจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้พอสมควร</p>
<p>ทีมที่ 4 นี้ก็น่าสนใจเพราะเป็นการรว<wbr>มทีมนักวิชาการทางชลประทาน รวมถึงอาจารย์และอดีตอธิบดี<wbr>กรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตัวประสานระหว่างทีม 3 และ 4 ที่สำคัญคือ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งน่าจะประสานงานทางวิชาก<wbr>ารไปสู่ทางปฎิบัติได้รวดเร็<wbr>วขึ้น</p>
<p>ที่มาของรายชื่อ: <a href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1320757437&amp;grpid=03&amp;catid=03">http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1320757437&amp;grpid=03&amp;catid=03</a></wbr></wbr></wbr></wbr></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://longspine.com/business/%e2%80%8e4-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำท่วมปี 2538 และการแนวทางแก้ปัญหาจวบจนปี 2554</title>
		<link>http://longspine.com/business/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2538-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://longspine.com/business/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2538-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2011 12:21:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>poomk</dc:creator>
				<category><![CDATA[business]]></category>
		<category><![CDATA[2538]]></category>
		<category><![CDATA[2554]]></category>
		<category><![CDATA[flood]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชดำรัส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://longspine.com/?p=298</guid>
		<description><![CDATA[ในปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงเรียกประชุมข้าราชการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการรับมือปัญหาน้ำท่วม พระเจ้าอยู่หัว ป้องกันน้ำท่วม 2538 ผู้เขียนได้สรุปหัวข้อสำคัญไว้ดังนี้: นาที 1 (เป็นต้นไป) Flood Way นาที 22 หน้าที่ของเขื่อนทางภาคเหนือ นาที 24 การเวนคืนที่ (เขื่อน + Flood way) นาที 27 Green Belt นาที 32 การระบายนำผ่านแถวสุวรรณภูมิ นาที 34 เครืองเร่งน้ำ นาที 37 ตลาดหุ้นกับฝนตก นาที 49 การระบายน้ำผ่านโรงงานที่ตั้งบน &#8220;Green Belt&#8221; นาที 62 น้ำท่วมแม่น้ำปิง นาที 63 เก็บน้ำหน้าแล้ง vs กันน้ำท่วม ในปี 2554 หลังวิกฤติการเมืองไทย ได้มีน้ำท่วมขนาดใหญ่เทียบเท่ากับปี 2538 อีกครั้ง ประเด็นต่างๆจึงถูกหยิบยกเข้ามาถกเถียงกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงเรียกประชุมข้าราชการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการรับมือปัญหาน้ำท่วม<br />
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=wnBFkXUeblo">พระเจ้าอยู่หัว ป้องกันน้ำท่วม 2538</a></p>
<p>ผู้เขียนได้สรุปหัวข้อสำคัญไว้ดังนี้:</p>
<ul>
<li>นาที 1 (เป็นต้นไป) Flood Way</li>
<li>นาที 22 หน้าที่ของเขื่อนทางภาคเหนือ</li>
<li>นาที 24 การเวนคืนที่ (เขื่อน + Flood way)</li>
<li>นาที 27 Green Belt</li>
<li>นาที 32 การระบายนำผ่านแถวสุวรรณภูมิ</li>
<li>นาที 34 เครืองเร่งน้ำ</li>
<li>นาที 37 ตลาดหุ้นกับฝนตก</li>
<li>นาที 49 การระบายน้ำผ่านโรงงานที่ตั้งบน &#8220;Green Belt&#8221;</li>
<li>นาที 62 น้ำท่วมแม่น้ำปิง</li>
<li>นาที 63 เก็บน้ำหน้าแล้ง vs กันน้ำท่วม</li>
</ul>
<p>ในปี 2554 หลังวิกฤติการเมืองไทย ได้มีน้ำท่วมขนาดใหญ่เทียบเท่ากับปี 2538 อีกครั้ง ประเด็นต่างๆจึงถูกหยิบยกเข้ามาถกเถียงกัน การรับมือปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวก็เป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ</p>
<p>กล่าวโดยสรุป ปัจจัยใน 2538 และ 2554 นี้ก็ยังคล้ายกันหลายๆประเด็น โครงการแก้ปัญหาระยะยาวในสมัยก่อนนั้นขาดความคืบหน้าที่น่าพึงพอใจ โดยปี 2554 นี้นี้มีปัจจัยเสริมคือมีสิ่งปลูกสร้างมากขึ้น การระบายน้ำจึงทำได้ยากขึ้นไปอีก</p>
<p>เนื้อหาในปี 38 นั้นมีการเสนอสองแนวทางคือ</p>
<ul>
<li>Flood way พื้นที่เวนคืนก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉพาะริมแม่น้ำ ผู้เสียประโยชน์ตรงนี้อาจจะมากเพราะอาจต้องเวนคืนที่ริมแม่น้ำสำคัญเช่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา</li>
<li>พวก Green belt นั้นไม่มีเพราะตัดสินใจทำเป็นโรงงาน ต้องทำแผนระบายน้ำให้รองรับน้ำได้มากขึ้น</li>
</ul>
<p>ปี 54 มีการเสนอเพิ่มอีกสองแนวทางคือ</p>
<ul>
<li>ทำการเชื่อมลุ่มน้ำเบี่ยงน้ำไปทางภาคอีสานตอนล่าง เพื่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในขณะเดียวกัน</li>
<li>และสร้างเขื่อนในอ่าวไทยกรณีกันน้ำทะเลหนุนและเพิ่มอัตราการระบายน้ำ อาจได้ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวในทางอ้อม</li>
</ul>
<p>จากสี่นโยบายดังกล่าว กลุ่มธุรกิจที่ได้/เสียโดยตรงน่าจะเป็นกลุ่มอสังหาฯริมแม่น้ำสายหลักและก่อสร้าง โดยกลุ่มอสังหาฯจะได้รับผลกระทบ(ทั้งทางบวกและทางลบ)ในกรณีที่มีการเวนคืนที่เพื่อทำ Flood way ในพื้นที่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะริมแม่น้ำ ส่วนกลุ่มก่อสร้างก็น่าจะมีความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตอันสั้น ถ้าการเมืองไม่เป็นหมันเพราะขาดเสถียรภาพไปเสียก่อน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://longspine.com/business/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b5-2538-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

