วัยรุ่นไทยมีแนวโน้มเรียนสายทฤษฎีและต่อปริญญาตรีมากขึ้น อาจเป็นเพราะสายอาชีพนั้นมีรายได้และฐานะทางสังคมต่ำกว่า ขณะที่คนจบปริญญาตรีเชิงทฤษฎีนั้นมีเงินเดือนที่สูงกว่าทั้งๆที่อาจทำงานไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมา เหมือนมีปริญญาและชื่อของมหาวิทยาลัยเป็นแค่ใบเบิกทางไม่ใช่สิ่งพิสูจน์ความสามารถในการทำงาน สถาบันบางแห่งจึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดช่องว่าง โดยการให้การศึกษาในระดับปริญญาตรีเชิงปฎิบัติ ซึ่งมีการเรียนการสอนที่สัมพันธ์กับงานที่ทำ กรณีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ [ข่าวการขยายสาขา] ที่ CP เป็นผู้สนับสนุนก็ดำเนินตามแนวคิดนี้ โดยผุ้ที่ศึกษาจะได้รับประสบการณ์โดยตรงจากการทำงานในอุตสาหกรรมของซีพีพร้อมทั้งเรียนรู้เชิงทฤษฎีที่สำคัญในมุมมองของภาคอุตสาหกรรม ผู้จบหลักสูตรก็เหมือนกับเป็นการรับรองจากซีพีกลายๆว่ามีความสามารถในการทำงานกับซีพีทั้งเชิงปฎิบัติและเชิงทฤษฎี ทว่าการขึ้นอยู่กับบริษัทเพียงเจ้าเดียวก็อาจเกิดปัญหาในอนาคตเมื่อบริษัทนั้นหยุดเติบโต (ซึ่งแน่นอนว่ากรณีของซีพีนั้นยังไม่ใช่เร็วๆนี้) โมเดลปัจจุบันของสถาบันอุดมศึกษาในเยอรมนีนั้นคือให้กลุ่มบริษัทหล่ายๆแห่งในชุมชนเป็นผู้สนับสนุน เช่นบริษัทธนาคารขนาดใหญ่ในที่ใกล้เคียง โรงงานขนาดใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม ให้มีส่วนในการแก้ไขหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา แนวคิดเช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยมีการตอบรับจากภาคอุตสาหกรรมที่ไวเพราะการบริหารนั้นมีส่วนหนึ่งมาจากทีมผู้บริหารบริษัทภาคอุตสาหกรรมโดยตรง ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งนั้นพยายามรักษาสภาพตัวเองไว้ให้ดูเป็น”ผู้นำ” สถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่มักไม่ยอมรับว่าการศึกษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการให้อำนาจการบริหารไปอยู่ในมือของภาคอุตสาหกรรมที่สถาบันเชื่อว่ามี”ชื่อเสียง”หรือ”ศักศรี”น้อยกว่าตัวสถาบันเอง ดังที่เห็นได้ในการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในเยอรมันครั้งหลังๆก็พบว่าสถาบันเก่าแก่ที่ไม่มีการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมก็จะได้อันดับถดถอยลงไปจากที่เคยเป็น การเปิดรับ และการปิดกั้นเช่นนี้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้สถาบันอุดมศึกษานั้นมีลักษณะที่เป็น “วัฎจักร” คือเติบโตและถดถอยสลับกันไปตลอดช่วงอายุของสถาบัน สถาบันเติบโตได้จากการมีองค์ความรู้ใหม่และถดถอยเมื่อปิดกั้นองค์ความรู้นั้น ถ้าไม่สามารถจัดการหาจุดที่เหมาะสมได้ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในอนาคตของสถาบัน แนวคิดนี้ นำไปใช้กับสถาบันในไทยได้หรือไม่? ทำไม? เป็นคำถามที่ยังต้องคิดกันต่อ
Tag Archives: CP
ปัญหาโครงสร้างการศึกษาระดับอุดมศึกษา
นโยบายช่วยเกษตรกร
เมื่ออ่านนโยบายเก่าๆเกี่ยวกับการช่วยรักษาราคาข้าวให้ชาวนาของรัฐบาลที่ผ่านๆมาแล้วสะกิดใจหลายๆอย่าง โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพและความเสี่ยงต่อการทุจริต นโยบายจำนำข้าว เป็นการแทรกแซงราคาโดยรัฐเปรียบเสมือนเป็นโรงสีใหญ่ ทำราคาที่เป็นกลางให้ชาวนา โดยรัฐจะอยู่รอดจากการ”ซื้อขายล่วงหน้า”ของพวกสินค้าโภคภัณฑ์ คือซื้อในช่วงราคาถูก ขายในช่วงราคาแพง ข้อเสีย: รัฐต้องลงทุนมากกับโกดังสินค้าหรือหาโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ ประสิทธิภาพของโรงสีของรัฐเป็นที่น่าสงสัย อาจมีการทุจริตของพนักงานรัฐเป็นรายบุคคลทำให้เกิดประเด็นทางการเมืองได้ นโยบายประกันราคา เป็นการเสนอส่วนต่างให้กับชาวนา หากราคาตลาดต่ำกว่าที่กำหนดทางรัฐจะเป็นคนจ่ายค่าส่วนต่างให้อีกที ข้อเสีย: รัฐลงทุนมากขึ้นกับการประกันราคาขณะที่ไม่มีโอกาสที่นโยบายจะเลี้ยงตัวเองได้ ราคามักถูกกดจากโรงสีเพราะโรงสีรุ้อยู่แล้วว่ารัฐต้องจ่ายส่วนต่างให้ชาวนาทำให้อำนาจต่อรองของชาวนาน้อยลงไป อาจเรียกได้ว่าเป็นการทุจริตเชิงโครงสร้างและนโยบาย แต่รัฐจะไม่ได้ไปยุ่งกับการซื้อขายโดยตรงเลยทำให้ปลอดภัยจากข้อครหาในการทุจริตเชิงการดำเนินงาน ทำให้คิดถึงที่คุณธนินท์ CP และคุณเจริญ ThaiBev เคยให้สัมภาษณ์ไว้เกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าธุรกิจเกษตรกรรมนั้นไม่เหมาะกับรายย่อย เพราะสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาเปลี่ยนแปลงได้สูง รายย่อยที่ไม่สามารถเก็บสินค้าหรือวางแผนการเพาะปลูกได้มีโอกาสที่จะล้มมาก คุณธนินท์เลยเสนอว่ากลุ่มทุนควรเป็นเจ้าของที่ดินแล้วจ้างงานชาวนาเพื่อให้รายได้คงที่แทน (รับจ้างทำนา) แน่นอนว่าข้อเสนอแบบนี้ CP และ ThaiBev ได้ผลประโยชน์ในฐานะนายทุน แต่ก็เป็นแนวคิดที่สามารถลดความเสี่ยงของเกษตรกรได้ในระยะยาว ปัญหาราคาสินค้าเกษตรกรรมนั้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่หลายๆฝ่ายพยายามจะแก้ไข เพียงแต่ว่าวิธีการนั้นไม่เหมือนกัน บทความเก่าที่เกี่ยวข้อง: http://www.afet.or.th/v081/thai/news/commodityShow.php?id=2255