Author Archives: poomk

ห้างสรรพสินค้าในเยอรมนีและการเปลี่ยนแปลง

ห้างที่มีจำนวนสาขาและขนาดใหญ่ที่สุดของเยอรมันคงหนีไม่พ้น Karstadt และ Kaufhof สองบริษัทนี้เป็นห้างสรรพสินค้า หรือ Department Store ที่ขายทุกอย่างที่ผู้บริโภคต้องการโดยแบ่งเป็นหลายๆแผนก (ถ้าเทียบกับเมืองไทยน่าจะใกล้เคียงเดอะมอลล์และเซ็นทรัล) ทั้งสองบริษัทนี้มีการเติบโตและขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขสัดส่วนต่อตลาดแล้ว เมื่อสมัยก่อตั้งบริษัทแรกๆในช่วงปี 1970s บริษัททั้งสองมีส่วนแบ่งตลาด 14% ขณะที่ในปัจจุบันลดลงมาเหลือ 3% ทำให้หลายๆคนมองว่า ธุรกิจห้างสรรพสินค้า นั้นมีอนาคตที่ไม่สดใสเหมือนอดีต ูแล้วธุรกิจอะไรที่มาแทน? นิสัยของผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนไปจากที่ต้องการเข้าห้างสรรพสินค้าที่มีทุกอย่าง ไปเป็นการเดินซื้อของใน”ศูนย์การค้า” (Shopping Centre) ที่เป็นพื้นที่ให้ร้านค้ายี่ห้อต่างๆเช่า มีการตกแต่งเป็นเอกลักษณ์ตามแบรนด์สินค้านั้นๆ นักวิเคราะห์จาก BBE Handelsberatung GmbH มองว่า “ศูนย์การค้านั้นมีความยืดหยุ่นต่อการพัฒนาในตลาดมากกว่าห้างสรรพสินค้าอยู่เล็กน้อย” ในอนาคตสิ่งที่สำคัญสำหรับลูกค้าที่มาซื้อของคือประสบการณ์ที่ดีของการจับจ่ายสินค้า เช่นพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวขณะเลือกซื้อของ การมีอินเตอร์เน็ตไร้สายให้ใช้ฟรี มีพื้นที่เปิดอยู่ใกล้ที่ทำงานหรือบ้าน ในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้นในธุรกิจการค้า http://www.tagesschau.de/wirtschaft/kaufhaus114.html

Posted in business | Tagged , , , , , , , , , | 1 Comment

ปัญหาโครงสร้างการศึกษาระดับอุดมศึกษา

วัยรุ่นไทยมีแนวโน้มเรียนสายทฤษฎีและต่อปริญญาตรีมากขึ้น อาจเป็นเพราะสายอาชีพนั้นมีรายได้และฐานะทางสังคมต่ำกว่า ขณะที่คนจบปริญญาตรีเชิงทฤษฎีนั้นมีเงินเดือนที่สูงกว่าทั้งๆที่อาจทำงานไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมา เหมือนมีปริญญาและชื่อของมหาวิทยาลัยเป็นแค่ใบเบิกทางไม่ใช่สิ่งพิสูจน์ความสามารถในการทำงาน สถาบันบางแห่งจึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดช่องว่าง โดยการให้การศึกษาในระดับปริญญาตรีเชิงปฎิบัติ ซึ่งมีการเรียนการสอนที่สัมพันธ์กับงานที่ทำ กรณีของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ [ข่าวการขยายสาขา] ที่ CP เป็นผู้สนับสนุนก็ดำเนินตามแนวคิดนี้ โดยผุ้ที่ศึกษาจะได้รับประสบการณ์โดยตรงจากการทำงานในอุตสาหกรรมของซีพีพร้อมทั้งเรียนรู้เชิงทฤษฎีที่สำคัญในมุมมองของภาคอุตสาหกรรม ผู้จบหลักสูตรก็เหมือนกับเป็นการรับรองจากซีพีกลายๆว่ามีความสามารถในการทำงานกับซีพีทั้งเชิงปฎิบัติและเชิงทฤษฎี ทว่าการขึ้นอยู่กับบริษัทเพียงเจ้าเดียวก็อาจเกิดปัญหาในอนาคตเมื่อบริษัทนั้นหยุดเติบโต (ซึ่งแน่นอนว่ากรณีของซีพีนั้นยังไม่ใช่เร็วๆนี้) โมเดลปัจจุบันของสถาบันอุดมศึกษาในเยอรมนีนั้นคือให้กลุ่มบริษัทหล่ายๆแห่งในชุมชนเป็นผู้สนับสนุน เช่นบริษัทธนาคารขนาดใหญ่ในที่ใกล้เคียง โรงงานขนาดใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม ให้มีส่วนในการแก้ไขหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา แนวคิดเช่นนี้ทำให้มหาวิทยาลัยมีการตอบรับจากภาคอุตสาหกรรมที่ไวเพราะการบริหารนั้นมีส่วนหนึ่งมาจากทีมผู้บริหารบริษัทภาคอุตสาหกรรมโดยตรง ปัญหาที่มักเกิดขึ้นคือสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งนั้นพยายามรักษาสภาพตัวเองไว้ให้ดูเป็น”ผู้นำ” สถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่มักไม่ยอมรับว่าการศึกษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการให้อำนาจการบริหารไปอยู่ในมือของภาคอุตสาหกรรมที่สถาบันเชื่อว่ามี”ชื่อเสียง”หรือ”ศักศรี”น้อยกว่าตัวสถาบันเอง ดังที่เห็นได้ในการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในเยอรมันครั้งหลังๆก็พบว่าสถาบันเก่าแก่ที่ไม่มีการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมก็จะได้อันดับถดถอยลงไปจากที่เคยเป็น การเปิดรับ และการปิดกั้นเช่นนี้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้สถาบันอุดมศึกษานั้นมีลักษณะที่เป็น “วัฎจักร” คือเติบโตและถดถอยสลับกันไปตลอดช่วงอายุของสถาบัน สถาบันเติบโตได้จากการมีองค์ความรู้ใหม่และถดถอยเมื่อปิดกั้นองค์ความรู้นั้น ถ้าไม่สามารถจัดการหาจุดที่เหมาะสมได้ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงในอนาคตของสถาบัน แนวคิดนี้ นำไปใช้กับสถาบันในไทยได้หรือไม่? ทำไม? เป็นคำถามที่ยังต้องคิดกันต่อ

Posted in business | Tagged , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

หนี้กองทุนฟื้นฟู

การโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ (ชื่อเต็ม: “หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน”) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เป็นคนดูแลเป็นกรณีที่หลายๆคนให้ความสนใจในขณะนี้ ที่มาของหนี้ก้อนนี้เกิดการที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อช่วยธปท.ในวิกฤติเศรษฐกิจสมัยก่อน ซึ่งในสมัยนั้นกระทรวงการคลังต้องเข้าไปช่วยธปท.ในการกู้เงินเพื่อมา”อุ้ม”สถาบันการเงินต่างๆในประเทศ เนื่องจากธปท.ไม่มีความสามารถในการรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ได้ กระทรวงการคลังจึงเป็นคนดูแลโดยจ่ายดอกเบี้ย และให้ธปท.จ่ายเงินต้น เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อศก.ฟื้นตัวขึ้นมา รัฐบาลจึงมีแนวคิดว่าจะโอนหนี้ก้อนนี้กลับเพื่อให้ธปท.เป็นคนดูแลทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลนำเงินมาสนับสนุนโครงการพัฒนาศก.หลังน้ำท่วม การโอนหนี้นี้ มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แม้กระทั่งคนในรับาลและในฝ่ายค้านเองก็มีเสียงแตกกัน กล่าวเป็นแนวคิดที่น่าสนใจได้สองแนวทางดังนี้ แนวคิดที่สร้างประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency Maximization) ที่จะมองในเรื่องใช้ประโยชน์จากการโยกย้ายใช้เงินให้คุ้มค่าที่สุด มองว่าหนี้ก้อนนี้เป็นส่วนที่ธปท.ต้องรับผิดชอบตั้งแต่วิกฤติศก.อยู่แล้ว การโอนหนี้ทำให้เปิดโอกาสทำซอฟท์โลนเพื่อช่วยหน่วยงานต่างๆในการฟื้นฟูประเทศจากน้ำท่วม แนวคิดที่ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด (Risks Minimization) จะมองว่าทำอย่างไรให้รัฐมีความเสี่ยงทางการเงินให้น้อยที่สุดและความมั่นคงทางการเงินมากที่สุด การที่ธปท.มีหนี้ที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้น ธปท.ต้องมีวิธีการหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้ได้ ถ้าไม่สามารถหาได้ ธปท.อาจต้องทำการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเช่นเดียวกับที่อเมริกาทำ ทำให้เกิดภาวะไม่น่าเชื่อถือในการลงทุนในไทย สถานการณ์ทางนโยบายในตอนนี้คือ หนี้กองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินยังไงก็ต้องให้สถาบันการเงินและธปท.รับผู้ผิดชอบตามที่ควรจะเป็น แทนที่จะเป็นเงินภาษีของประชาชนผ่านกระทรวงการคลัง นโยบายนี้ทำให้ธปท.ต้องหาเงินเพื่อมาจ่ายดอกเบี้ย ทางหนึ่งที่ธปท.ทำได้ทันทีคือการหาเงินค่าธรรมเนียมจากสถาบันการเงินทั้งหลาย (สอดคล้องกับแรงขายหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วงนี้เพราะผลกำไรปีหนา้อาจขยายตัวไม่ถึงที่คาด) แต่เพียงเท่านี้อาจไม่พอ รัฐบาลอาจมีแนวทางเพิ่มเติมที่จะช่วยเหลือธปท.ให้สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ อุปสรรคที่สำคัญอย่างหนึ่งคือแนวทางที่ชัดเจนนี้ต้องไม่เข้าข่ายการแทรกแซงธปท.ด้วย บทวิเคราะห์บริษัทกลุ่มธนาคารจากเอเชียพลัส เขียนบรรยายผลกระทบของการโอนหนี้ฯต่อบริษัทกลุ่มธนาคารไว้ค่อนข้างดี http://portal.settrade.com/brokerpage/IPO/Research/upload/2000000173340/Bank_550105.pdf อัพเดท 06.01.2012: ข้อมูลจากข่าว ‘กฤษฎีกา’รื้อพ.ร.ก.หนี้ยังอยู่คลัง-’ธปท.’จ่ายต้น-ดบ.เช่นเดิม ในทางผลลัพท์แล้วไม่ต่างจากที่วิเคราะห์กันมาก แต่โดยรวมรัฐจะไม่ต้องเสียค่าจัดการที่เพิ่มขึ้นถ้าให้ธปท.ดูแลหนี้นี้ หลังจากนี้ ต้องคอยติดตามร่างพระราชกำหนดฉบับอื่นๆด้วย ได้แก่ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ที่กล่าวถึงในบทความนี้) พ.ร.ก.กู้เงินสร้างอนาคตฯ 3.5 แสนล้านบาท [...]

Posted in business | Tagged , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

นโยบายช่วยเกษตรกร

เมื่ออ่านนโยบายเก่าๆเกี่ยวกับการช่วยรักษาราคาข้าวให้ชาวนาของรัฐบาลที่ผ่านๆมาแล้วสะกิดใจหลายๆอย่าง โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพและความเสี่ยงต่อการทุจริต นโยบายจำนำข้าว เป็นการแทรกแซงราคาโดยรัฐเปรียบเสมือนเป็นโรงสีใหญ่ ทำราคาที่เป็นกลางให้ชาวนา โดยรัฐจะอยู่รอดจากการ”ซื้อขายล่วงหน้า”ของพวกสินค้าโภคภัณฑ์ คือซื้อในช่วงราคาถูก ขายในช่วงราคาแพง ข้อเสีย: รัฐต้องลงทุนมากกับโกดังสินค้าหรือหาโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ ประสิทธิภาพของโรงสีของรัฐเป็นที่น่าสงสัย อาจมีการทุจริตของพนักงานรัฐเป็นรายบุคคลทำให้เกิดประเด็นทางการเมืองได้ นโยบายประกันราคา เป็นการเสนอส่วนต่างให้กับชาวนา หากราคาตลาดต่ำกว่าที่กำหนดทางรัฐจะเป็นคนจ่ายค่าส่วนต่างให้อีกที ข้อเสีย: รัฐลงทุนมากขึ้นกับการประกันราคาขณะที่ไม่มีโอกาสที่นโยบายจะเลี้ยงตัวเองได้ ราคามักถูกกดจากโรงสีเพราะโรงสีรุ้อยู่แล้วว่ารัฐต้องจ่ายส่วนต่างให้ชาวนาทำให้อำนาจต่อรองของชาวนาน้อยลงไป อาจเรียกได้ว่าเป็นการทุจริตเชิงโครงสร้างและนโยบาย แต่รัฐจะไม่ได้ไปยุ่งกับการซื้อขายโดยตรงเลยทำให้ปลอดภัยจากข้อครหาในการทุจริตเชิงการดำเนินงาน ทำให้คิดถึงที่คุณธนินท์ CP และคุณเจริญ ThaiBev เคยให้สัมภาษณ์ไว้เกี่ยวกับแนวคิดที่ว่าธุรกิจเกษตรกรรมนั้นไม่เหมาะกับรายย่อย เพราะสินค้าโภคภัณฑ์มีราคาเปลี่ยนแปลงได้สูง รายย่อยที่ไม่สามารถเก็บสินค้าหรือวางแผนการเพาะปลูกได้มีโอกาสที่จะล้มมาก คุณธนินท์เลยเสนอว่ากลุ่มทุนควรเป็นเจ้าของที่ดินแล้วจ้างงานชาวนาเพื่อให้รายได้คงที่แทน (รับจ้างทำนา) แน่นอนว่าข้อเสนอแบบนี้ CP และ ThaiBev ได้ผลประโยชน์ในฐานะนายทุน แต่ก็เป็นแนวคิดที่สามารถลดความเสี่ยงของเกษตรกรได้ในระยะยาว ปัญหาราคาสินค้าเกษตรกรรมนั้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่หลายๆฝ่ายพยายามจะแก้ไข เพียงแต่ว่าวิธีการนั้นไม่เหมือนกัน บทความเก่าที่เกี่ยวข้อง: http://www.afet.or.th/v081/thai/news/commodityShow.php?id=2255

Posted in business | Tagged , , , , , , , , , , | Leave a comment

โรงกลั่น Esso กับการผูกขาดของ PTT

ข่าวลือ Esso ขายกิจการโรงกลั่นกลับมาฮิตอีกครั้งก่อนปีใหม่ ถ้าเอสโซ่ไทยถูกขายให้ไทยออยล์หรือปตท.จริงๆ จะกลายเป็นว่าปตท.มีอำนาจควบคุมการกลั่นน้ำมันในไทย(เกือบ) 100% แต่ถ้าขายไปแล้วเอสโซ่ก็จะเหลือแค่ปิโตรเคมีเล็กๆ ซึ่งก็ไม่วายเสี่ยงถูกปตทโกลบอลซื้อไปอีก แบบนี้ก็จะมีการถกเถียงว่านี่เป็น”การผูกขาด”หรือเปล่า? เพราะปตท.มีอำนาจตัดสินใจในโรงกลั่นทุกโรง (PTTGC, TOP, BCP, IRPC, SPRC, ESSO) คิดในมุมกลับกัน ถึงแม้ว่าปตท.จะเป็นเจ้าเดียวในไทย แต่การนำเข้าหรือส่งออกน้ำมันของไทยก็มีสูงมากอยู่แล้ว คือถ้าน้ำมันถูกไปเราก็ไปขายต่างชาติ แพงไปเราก็ไปซื้อต่างชาติ การกำหนดราคาน้ำมันโดยอิงราคาตลาดมันทำให้มีระบบควบคุมราคาในตัวที่ทำให้ไม่สามารถ”ผูกขาด”ได้แม้จะเป็นบริษัทเดียวในไทย สรุปคือถ้าจะป้องกัน”การผูกขาด”มีสองทางเลือกคือ อิงราคากับต่างชาติ บริษัทในไทยจะเป็นของรายเดียวก็ได้เพราะไม่มีความสามารถในการกำหนดราคาอยู่แล้ว อิงราคาจากต้นทุนน้ำมันของแต่ละโรงกลั่น กระจายบริษัทเป็นหลายๆบริษัททีี่ไม่มีอำนาจก้าวกา่ยกัน และเพิ่มภาษีนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศที่ต้นทุนถูกกว่าอย่างสิงคโปร์ เพื่อให้บริษัทในไทยเลี้ยงตัวเองได้ ทางเลือกที่ 1. คือทางสายหลักที่ทุกๆรัฐบาลไทยในช่วงหลังทำ แต่ก็มีกระแสการเมืองสนับสนุนทางเลือกที่ 2. เป็นพักๆเพื่อที่จะป้องกันการครอบครองของปตท. (ที่อาจจะไม่ผูกขาดในทางปฎิบัติเพราะไม่ใช่ผู้กำหนดราคา) แม้จะค่อนข้างขัดกับนโยบายการค้าเสรี อาจทำให้ผู้บริโภคได้น้ำมันราคาแพงขึ้น และอาจทำให้เกิดการ”ผูกขาด”ราคาน้ำมันโดยเจ้าใหญ่ต้นทุนต่ำได้จริงๆหากไม่มีการดูแล สุดท้ายอนาคตบริษัทพวกนี้ก็ไปจบที่การเมืองไทย Exxon เลยอาจจะอยากขายโรงกลั่นของ Esso ไปให้พ้นๆมือก็ได้ถ้าได้ราคาดี

Posted in business | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment