เซียนหุ้นตัวจริง?
ช่วงนีคนไทยหลายคนหันมาสนใจลงทุ
สิ่งที่ต้องระวังคือเมื่อตลาดหุ
จากที่ตลาดหุ้นนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่หลายๆท่าน
จุดสำคัญคือเราจะรู้ได้อย่างไรว
เราอาจวัดได้ง่ายๆจากวัดการเติบ
แต่การเทียบกับ SET อาจจะไม่แฟร์เพราะดัชนีนี้ไม่ได
ณ วันที่ 12 ธันวาคม ในช่วงที่ผ่านมา
- 2554 – 2555 ดัชนี SET TRI เติบโตขึ้น 36.77%
- 2553 – 2554 ดัชนี SET TRI เติบโตขึ้น 4.00%
- 2552 – 2553 ดัชนี SET TRI เติบโตขึ้น 54.41%
- 2551 – 2552 ดัชนี SET TRI เติบโตขึ้น 74.06%
เมื่อเฉลี่ยทบต้นในระยะเวลาสี่ปีอยู่
แต่ส่วนมากนั้น”เซียน”แต่ละสำนั
ดังนั้นก่อนจะตกลงปลงใจเข้าสำนั
การพิมพ์ธนบัตร
อาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าในสมัยก่อนนั้นการพิมพ์ธนบัตรนั้นจะอิงกับทองคำที่ฝากเอาไว้กับธนาคารกลาง ผู้อ่านข่าวเศรษฐกิจหน้าใหม่หลายๆท่านอาจยังเข้าใจว่าโลกยังใช้ระบบนั้นกันอยู่ หลายท่านจึงรู้สึกแปลกใจที่ทำไมสหรัฐอเมริกาถึงพิมพ์ธนบัตรใช้เองได้ บางท่านถึงกับโยงเรื่องว่าเป็นการสมคบคิด บ้างก็ว่าเป็นการใช้อิทธิพลของอเมริกา
ในความเป็นจริงนั้น ปัจจุบันค่าเงินของประเทศต่างๆในโลกนั้นไม่ได้ใช้ระบบเงินที่อิงกับทองคำแล้ว เริ่มมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลก เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้แต่ละประเทศต่างพิมพ์ธนบัตรกันเกินโควต้า พอสงครามจบก็ยกเลิกระบบนี้ไปโดยปริยาย
แบบปัจจุบันนั้นซับซ้อนกว่านั้นเล็กน้่อย อธิบายคร่าวได้ดังนี้
การคุมคุมปริมาณเงินในแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับการไหลเขาออกของเงินในสกุลต่างๆเทียบกับสกุลที่เราสนใจ เช่นเทียกับเงินบาท ถ้าประเทศไทยพิมพ์เงินบาทมามาก ค่าเงินบาทต่อเงินสกุลอื่นๆก็จะด้อยลง ดังนั้นแต่ระประเทศก็จะพยายามรักษาปริมาณเงินในระบบเอาไว้ไม่ให้มากไปน้อยไป
นโยบายทางการเงิน (monetary policy) ของทางธนาคารกลางมีผลกับการไหลของเงินและกับค่าเงินโดยตรง โดยปกติแล้วถ้าประเทศเกิดเงินเฟ้อ ธนาคารกลางก็จะสามารถปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยชี้นำ ทำให้เงินในระบบไหลกลับเข้าธนาคารมากขึ้น จำนวนเงินในตลาดก็จะลดลง โดยเราไม่ต้องเอาธนบัตรไปเผาหรือถอนทองออกจากธนาคารโลก
ในกรณีตรงกันข้าม ถ้าเกิดปัญหาเงินฝืด ธนาคารกลางก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยลง ให้คนเอาเงินจากธนาคารมาจับจ่ายในระบบมากขึ้น เงินก็จะเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรเพิ่ม หรือเอาทองไปฝากธนาคารโลก
ปัญหามักจะเกิดเมื่อเงินฝืด ธนาคารกลางไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้เพราะอยู่ที่ 0% จุดต่ำสุดแล้ว แต่เงินในระบบก็ยังไม่พอ ธนาคารกลางก็เลยต้องหาวิธีเพิ่มเงินโดยการพิมพ์ธนบัตรออกมาครับ ทำให้สามารถเพิ่มเงินได้ในเวลาสั้นๆ แต่มีผลเสียร้ายแรงคือทำให้ค่าเงินเปลี่ยนอย่างรุนแรง กรณีตัวอย่างคือกรณีเงินฝืดของญี่ปุ่น และกรณี QE ของอเมริกา
ส่วนกรีซนั้นมีปัญหาที่ใช้สกุลเงินยูโร ทำให้ธนาคารกลางของกรีซไม่มีอำนาจในการพิมพ์เงินเอง ช่วงนี้เลยต้องพึ่งนโยบายทางการคลัง (fiscal policy) ของรัฐบาลกรีซเพียงอย่างเดียวจนกว่าจะปลดล็อคระบบได้ หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นได้เอง
ประเทศที่มีปัญหาเงินฝืดจนต้องพิพม์ธนบัตรออกมามักจะประสบกับหนี้สาธารณะที่สูง คำว่าสูงในที่นี้เรามักพูดถึงเลขระดับใกล้เคียง 100% หรือมากกว่านั้น เพราะนั่นหมายความว่าในกรณีเลวร้ายเราจะเอาเงินที่หมุนในประเทศทั้งปีมาจ่ายหนี้ได้ไม่พอ
ในทางตรงกันข้ามการที่ประเทศไม่มีหนี้สินเลยนั้นก็น่าเป็นห่วงเพราะแสดงให้เห็นว่าประเทศขาดประสิทธิภาพในการบริหารเงิน อธิบายคร่าวๆคือยิ่งหนี้สาธารณะต่ำเรายิ่งกู้ได้ในราคาที่ถูกจนสามารถนำไปลงทุนธุรกิจที่มั่นคงแล้วได้กำไรกลับมามหาศาลได้ เงินกู้ส่วนนี้เป็นเงินส้มหล่น ยิ่งมากยิ่งดี
ปัจจุบันประเทศไทยตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่แค่ 40-50% ในทางการเงินแล้วถือว่าอยู่ในระดับกลางๆค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในโลก
“Apps” เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
บทความนี้น่าจะเป็นตอนจบของซีรียส์ “สรุปจากการสัมนาวิชาการด้านพลังงาน” (ตอนที่ 1, ตอนที่ 2) ซึ่งครั้งนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับพลังงานหรือการประชุมโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่เก็บตกมาและน่าจะสำคัญมากกับอนาคตทางเทคโนโลยีของโลก
= อุปกรณ์ไอทีในสมัยก่อน-ปัจจุบัน =
ตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันเทคโนโลยีไอทีได้พาเรามาถึงจุดที่การทำงานทุกอย่างต้องเป็นระบบดิจิตอล ตั้งแต่การจองตั๋วหนัง การซื้อตั๋วรถไฟ การขนส่งสินค้า การตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งการรับออเดอร์อาหารในร้านสุกี้
หากสังเกตุดูเราจะพบอุปกรณ์ไอทีที่นำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แทนที่การจดออเดอร์สินค้าในกระดาษแล้วขับรถนำกระดาษไปเบิกสินค้า เรากลับป้อนข้อมูลลงอุปกรณ์ดิจิตอล จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปยังคลังสินค้าทันที ทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้น
จุดที่คล้ายกันของอุปกรณ์เหล่านี้คือ เกือบทุกอุปกรณ์นั้นสร้างมาจากชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งข้างในได้บรรจุระบบปฎิบัติการเล็กๆเอาไว้ โปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ที่จะนำมาใช้ก็ต้องสร้างบนระบบปฎิบัติการเหล่านี้ ระบบพวกนี้เราเรียกโดยรวมว่าระบบฝังตัว (Embedded Systems)
การพัฒนาของระบบฝังตัวนี้ได้สร้างเทคโนโลยีที่สะดวกแก่ผู้ใช้มามากมาย ตั้งแต่ทีวี ตู้เย็น ระบบตรวจรอยร้าวของโรงงาน ไปจนถึงโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์
แต่ปัญหาที่หนักใจของระบบฝังตัวก็คือ การถูกจำกัดว่าต้องใช้กับฮาร์ดแวร์เฉพาะเท่านั้น ขาดความยืดหยุ่นเมื่อต้องการใช้ซอฟท์แวร์เดิม แต่อยากได้ฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังขึ้น ปัญหาเหล่านี้ทำให้ระบบฝังตัวไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการความสะดวกสบายได้
..จนกระทั่งการมาของไอโฟน (iPhone)
= iPhone Apps =
สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าแอ็ป (App) นั้นเป็นซอฟท์แวร์ขนาดเล็กที่สามารถติงตั้งได้โดยง่ายผ่านโทรศัพท์มือถือไอโฟน ด้วยความง่ายของการติดตั้งทำให้ไอโฟนนั้นก้าวพ้นข้อจำกัดเดิมของระบบฝังตัวได้ มือถืออย่างไอโฟนจึงกลายเป็นมือถือที่ทรงพลัง สามารถทำทุกสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปสามารถทำได้ และหลายๆครั้งมันก็ทำได้ดีกว่าเสียด้วย
สิ่งสำคัญอีกสิ่งที่ทำให้ไอโฟนประสบความสำเร็จอย่างมากก็คือการที่ซอฟท์แวร์ที่มีอยู่ในไอโฟนรุ่นเก่า สามารถนำมาใช้ได้บนไอโฟนรุ่นใหม่อย่างราบรื่น
ในเมื่อไอโฟนสามารถทำได้ทุกอย่างและไม่มีปัญหาในการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์แล้ว ผู้ผลิตระบบฝังตัวเดิมก็เริ่มที่จะเลิกพัฒนาฮาร์ดแวร์แล้วหันมาขาย “App” และขายการบริการลูกค้าแทน
ยกตัวอย่างเช่น จากเดิมที่ต้องมีเครื่องตรวจรับสินค้าพิเศษ ตอนนี้ก็ขอแค่มีไอโฟนที่ติดตั้ง App ก็สามารถใช้ได้แล้ว
แต่จุดบอดของไอโฟนที่สำคัญที่สุดก็คือ Apps ของไอโฟนนั้น ใช้ได้กับเฉพาะสินค้าของบริษัทแอปเปิลเท่านั้น ในการวางตัวสินค้าให้เป็นสินค้าพรีเมี่ยมทำให้ไอโฟนไม่สามารถพัฒนาในเชิงธุรกิจได้เท่าที่ควร
..และนี่ก็เป็นจุดกำเนิดของแอนดรอยด์ (Android)
= ระบบปฎิบัติการเปิด Android =
ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิลนั้น เรียกได้ว่าถอดแบบออกมาจากแอปเปิลเลยก็ว่าได้ แต่จุดที่แตกต่างสำคัญนั้นคือแอนดรอย์นั้นรองรับฮาร์ดแวร์ที่หลากหลายกว่ามาก ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายไหนก็สามารถนำแอนดรอยด์ไปใช้ได้
ผู้ผลิตบางรายจงใจพัฒนาฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคตลาดพรีเมี่ยมแข่งกันไอโฟน
ผู้ผลิตบางรายพัฒนามาเพื่อลูกค้าธุรกิจ
ผู้ผลิตบางรายพัฒนามาเพื่อลูกค้าที่เป็นรัฐบาล
เรียกได้ว่าแนวคิดของ Apps นั้นถูกพัฒนาไปอีกระดับหนึ่งจากที่ไอโฟนเคยทำได้
แต่สิ่งที่แอนดรอยด์และไอโฟนนั้นยังไม่สามารถทำได้ หรือยังทำได้ไม่ดี ก็คือการนำ Apps เหล่านั้นมาใช้แทนคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อป ปัญหาส่วนใหญ่นั้นมาจาก
1) การป้อนข้อมูลทำได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีคีย์บอร์ด
2) ซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์เดิมไม่สามารถนำมาใช้ใน Apps ได้
และในวันนี้เอง ปัญหาเหล่านี้อาจจะหมดไปเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่วงการคอมพิวเตอร์อย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ออกระบบปฎิบัติการที่เรียกว่า Windows 8
= Windows 8 =
ระบบปฎิบัติการใหม่นี้ “อาจจะ” ทำให้ปัญหาที่ผ่านมาหมดไปหากว่าวินโดส์ 8 นั้นทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะนอกจากว่า Apps นั้นจะสามารถใช้ในอุปกรณ์เช่นมือถือได้แล้ว มันยังสามารถนำมาใช้ได้ในคอมพิวเตอร์ในที่ทำงานได้ด้วย จุดเด่นของระบบปฎิบัติการใหม่นี้อยู่ที่
1) การรวมระหว่างระบบฝังตัวเข้ากับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
2) การใช้คีย์บอร์ด เมาส์ และอุปกรณ์อื่นๆในที่ทำงานนั้นยังสามารถทำได้เหมือนเดิม
การที่วินโดวส์ 8 นั้นแบ่งออกเป็นสองเวอร์ชัน คือสำหรับคอมพิวเตอร์และสำหรับระบบฝังตัว จุดที่น่าเป็นห่วงนั้นคือความเข้ากันได้ของสองเวอร์ชันนี้ หากงานที่พัฒนาในเวอร์ชันหนึ่งแต่ไปใช้กับอีกเวอร์ชันไม่ได้นั้นก็ไม่ทำให้เกิดข้อดีอะไร
ประสิทธิภาพและข้อจำกัดของวินโดวส์ 8 นั้นยังต้องรอการพิสูจน์ในเร็วๆนี้
= ธุรกิจที่กระทบ =
แนวโน้มนี้เป็นแนวโน้มใหญ่ที่มีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก
ยกตัวอย่างเช่นธุรกิจงานวิศวกรรม การตรวจเช็คการแตกร้าวของหม้อแปลงไฟฟ้า โดยปกติแล้วหากต้องการตรวจเช็คหม้อแปลงไฟฟ้าว่ามีรอยร้าวอะไรไหม มีทางเลือกสองทางคือดับไฟของหม้อแปลงแล้วไปตรวจ ซึ่งวิธีนี้ก่อให้เกิดผลเสียในการผลิต อีกวิธีหนึ่งคือใช้อุปกรณ์อ่านค่าความสั่นสะเทือน โดยการนำอุปกรณ์นี้ยิงไปกระทบกับหม้อแปลง แล้วใช้ตัวอ่านค่าราคาหลายแสนเพื่อตรวจข้อมูลจากการสั่นว่ามีรอยร้าวหรือไม่ ตัวอ่านที่ว่านี้สามารถนำ App มาใช้แทนได้ วงการนี้จะเปลี่ยนไปเพราะไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงๆ
อีกตัวอย่างคือระบบสันทนาการบนสายการบิน (In-flight entertainment, IFE) จากเดิมนั้นผู้บริหารต้องเลือกระหว่างได้ที่นั่งที่มีระบบสันทนาการรายบุคคลที่ดี หรือเลือกแค่ที่นั่งแปล่าๆแต่ได้น้ำหนักเครื่องบินที่ลดลง วางที่นั่งได้มากขึ้น
หากระบบสันทนาการนี้ถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์ที่ลง Apps สันทนาการ ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ หรืออ่านหนังสือก็แล้วแต่ โดยภาพรวมแล้วระบบสันทนาการจะมีขนาดเล็กลง เบาลง สามารถใส่พื้นที่โดยสารได้เยอะขึ้น ใช้น้ำมันน้อยลง มีกำไรที่สูงขึ้น
สายการบินบางแห่งในอเมริกานั้นก็เริ่มที่จะหันมาใช้ Apps แทนระบบเดิมๆแล้ว ในขณะที่สายการบินของไทยแห่งหนึ่งนั้นพึ่งมีข่าวซื้อเครื่องบิน Airbus A380 โดยใช้นำระบบสันทนาการแบบดั้งเดิมที่น้ำหนักมากและกินพื้นที่
ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Cost) ตรงนี้อาจเป็นจุดบอดสำคัญที่ทำให้บริษัทสายการบินบางแห่งต้องเสียเปรียบคู่แข่งในระยะยาวก็ได้
นอกจากนั้นยังมีธุรกิจอื่นๆที่อาจถูกกระทบได้ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ภาพต่างๆอาจจะชัดเจนมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
กสทช.กับทางเลือกที่ “เป็นไปไม่ได้”
คำว่า Oligopoly นั้นแปลว่าสภาพเศรษฐกิจที่มีการผูกขาดตลาดโดยเจ้าใหญ่เพียงแค่ 2-3 เจ้า
ธุรกิจผู้ให้บริการมือถือของไทยตอนนี้อยู่ในสถานะของ Oligopoly ซึ่งประกอบไปด้วย AIS, DTAC, และ True โดยผู้เล่นหน้าใหม่ไม่สามารถเข้ามาได้ง่ายเพราะธุรกิจนี้ใช้ต้นทุนสูงและเกี่ยวข้องกับสัมปทานที่มีจำกัด
ล่าสุดองค์กรณ์กลางที่เรียกว่ากสทช. ได้เปิดประมูลคลื่นความถี่ที่สามารถนำไปใช้กับเทคโนโลยี 3G ได้ ข้อจำกัดทางสัมปทานก็หมดลงไป แต่เนื่องจากต้นทุนที่สูงและตลาดที่เริ่มจะอิ่มตัวทำให้ไม่มีคู่แข่งมาทำการประมูล
ในการประมูลครั้งนี้ คู่แข่งทางธุรกิจทั้ง 3 บริษัทต้องการที่จะได้คลื่นความถี่เพื่อประกอบธุรกิจ ในอีกทางคือต้องขัวขวางคู่แข่งและป้องกันไม่ให้คู่แข่งได้ความถี่ไป
ความถี่นั้นแบ่งออกเป็น 9 ชุด ชุดละ 5 MHz รวมเป้น 45 MHz จากเดิมนั้นกำหนดให้ผุ้ประมูลแต่ละรายประมูลได้สุงสุดไม่เกิน 20 MHz ซึ่งหมายความว่าอาจมีกรณีที่ผลลัพท์ของการประมูลจะเป็น 20 – 20 – 5
ผู้ร่วมประมูลที่ได้ความถี่ 5 MHz นั้นจะตกอยู่ในสภาพที่แทบจะแข่งขันไม่ได้ เพราะความถีเพียงเท่านั้นไม่เพียงพอที่จะรองรับการใช้งานของฐานลูกค้าปัจจุบัน
กสทช จึงตกอยู่ในทางเลือกที่ลำบาก ได้แก่
- ยอมให้มีการประมูลที่ดุเดือด จนในที่สุดอาจเหลือผู้เล่นในตลาดแค่ 2 รายหรือ Duopoly ซึ่งตรงนี้อาจนำไปสูงภาวะ Monopoly หรือการผูกขาดของผู้ค้าเจ้าเดียวในที่สุด ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกที่เลวร้ายต่อผู้บริโภค
- ปรับปรุงแผนการประมูลเล็กน้อย โดยลดเพดานประมูลลงเหลือสูงสุดที่เจ้าละ 15MHz ทำให้ผลประมูลน่าจะออกมาที่ 15 – 15 – 15 ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับรัฐน้อยลง แต่ไม่ก่อให้เกิด Duopoly
- ปรับปรุงแผนการประมูลครั้งใหญ่และเลื่อนการประมูลเพื่อร่างแผนใหม่ ส่งผลให้โครงการ 3G ในไทยนั้นช้าลงไปอีก ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค
ซึ่งแต่ละตัวเลือกนั้น เป็นทางเลือกที่”เป็นไปไม่ได้” หรือเป็นกรณีที่ “ไม่สามารถให้เกิดได้” ทั้งสิ้น
ท่ามกลางทางเลือกที่เลวร้ายนี้ ในที่สุดกสทช.ก็ได้ตัดสินใจเลือกทางออกที่ 2 และล่าสุดการประมูลได้เสร็จสิ้นลงแล้วในวันนี้ ซึ่งภายหลังการประมูลก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันตามมาว่าสร้างรายได้ให้กับรัฐน้อยเกินไป
ไม่ว่ากสทช.จะทำถูกหรือผิดก็แล้วแต่ แต่ท่ามกลางเสียงด่าทอต่อกสทช.นั้นหลายเสียงนั้นอาจยังไม่เข้าใจถึงความ “เป็นไปไม่ได้” ตั้งแต่แรกของการจัดประมูลในครั้งนี้
ค่าการตลาด ค่าการกลั่น และความอยู่รอดของธุรกิจน้ำมัน
จากข่าวเกี่ยวกับการที่สถานีบริการน้ำมันรวมตัวขอขึ้นค่าการตลาดจาก 1.5 บาทต่อลิตร เป็น 1.8 บาทต่อลิตร: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1349866084&grpid=10&catid=10#
เคยเกริ่นไว้ในบทความเก่าๆแล้วว่าสถานีบริการน้ำมันนั้นมีกำไรบางเฉียบจากผลต่างของราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกับราคาที่ขายปลีก โดยสถานีบริการน้ำมันรับน้ำมันจากหน้าโรงกลั่นที่ราคาหนึ่ง และนำมาขายปลีกหน้าปั๊มของตนในอีกราคาหนึ่ง ราคาตรงนี้เรียกว่า “ค่าการตลาด” ตามกฏในปัจจุบันแล้วค่าการตลาดจะต้องไม่เกินกว่า 1.5 บาทต่อลิตร
สถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ที่อยู่รอดในตอนนี้ต้องพึ่งธุรกิจควบคู่ไปด้วย หลักๆก็คือธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งโรงกลั่นนี้จะมีรายได้มาจาก “ค่าการกลั่น” หรือส่วนต่างของราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น และราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมากลั่น
ปัจจัยสำคัญของกำไรของโรงกลั่นคือประสิทธิภาพการกลั่น ยิ่งโรงกลั่นกลั่นได้ดีก็จะยิ่งได้น้ำมันเกรดสูงขึ้น ราคาดีขึ้น แต่โรงกลั่นเองก็ต้องพยายามเอาตัวรอดจากสภาวะการแข่งขัน โรงกลั่นขนาดเล็กที่ประสิทธิภาพไม่สูงพอก็ต้องปิดตัวลงหรือขายกิจการทิ้ง
นอกจากเรื่องประสิทธิภาพแล้ว เรื่องความผันผวนของราคาน้ำมันก็ทำให้โรงกลั่นเกิดปัญหาขาดทุนเป็นระยะๆ กล่าวคือโรงกลั่นซื้อน้ำมันมาในราคาหนึ่ง เมื่อน้ำมันราคาลดลงกลับต้องขายน้ำมันสำเร็จรูปในราคาที่ลดลงตามตลาดโลกด้วย ทำให้เกิดการขาดทุนทางบัญชี โรงกลั่นที่ฐานการเงินไม่ดีก็อยู่ไม่ได้
จนถึงตรงนี้จะเห็นว่าธุรกิจสถานีบริการน้ำมันหรือธุรกิจโรงกลั่น ทั้งคู่มักจะมีปัญหาในการสร้างกำไรหากต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง ดังนั้นธุรกิจน้ำมันในไทยส่วนใหญ่จึงต้องมีทั้งโรงกลั่นและสถานีบริการควบคู่กันไปถึงจะอยู่รอด กล่าวคือเมื่อน้ำมันลง ผู้ขับขี่ก็จะมาเติมน้ำมันมากขึ้นทำให้ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันกำไรดี พอน้ำมันขึ้นยอดขายตกแต่โรงกลั่นน้ำมันก็จะได้กำไรดีแทนจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น สองส่วนนี้ชดเชยกันทำให้บริษัทที่มีทั้งสถานีบริการและโรงกลั่นสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงกว่า ไม่ว่าจะเป็น ปตท, เอสโซ่, บางจาก หรือ เชลล์ ก็ใช้โมเดลนี้ (ส่วนซัสโก้นั้นใช้อีกโมเดลนึงอย่างที่เคยเขียนไปใน http://longspine.com/business/susco/)
ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ผู้ขับขี่ในไทยหันไปเติมก๊าซกันมากขึ้นเพราะมีราคาถูกกว่าจากการที่รัฐแทรกแซงราคา ทำให้สถานีบริการน้ำมันสร้างกำไรได้ยากขึ้นเรื่อยๆตราบใดที่ค่าการตลาดยังถูกกดอยู่ที่ 1.5 บาท การปรับราคาครั้งนี้อาจทำให้สถานีบริการน้ำมันเริ่มกลับมาสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้บ้างในอีกสองสามปีนี้
แต่ตราบใดที่ราคาน้ำมันและก๊าซยังไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ปัญหาในโครงสร้างราคาก็ยังคงอยู่ต่อไป
ภาษีคนรวย
ปัจจุบันหลายๆประเทศทั่วโลกได้ใช้ระบบภาษีขั้นบันได ซึ่งก็คือคนมีรายได้น้อยก็จ่ายภาษีรายได้น้อย คนมีรายได้มากหรือคนรวยก็จะต้องจ่ายภาษีสูง
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสัมคม ความแตกต่างของภาษีที่คนรวยจ่ายก็จะต้องสูงกว่าคนจนมาก ยิ่งมากเท่าไหร่ประเทศก็จะได้รายได้ตรงนี้มากขึ้น แต่ถ้าเก็บภาษีสูงถึงจุดหนึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสำคัญตามมา
ปัญหานั่นก็คือ“คนรวย”อาจย้ายออกไปยังประเทศที่เก็บภาษีต่ำกว่า!
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด อย่างเช่นกรณีของ Michael Schumacher นักแข่งรถ F1 ชื่อดัง หรือ Ingvar Kamprad ผู้ก่อตั้ง Ikea นั้นทั้งคู่นั้นประสบกับปัญหาภาษีที่สูงในประเทศสังคมนิยมของตัวเอง ก็ได้ย้ายไปอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์เพื่อใช้ช่องว่างภาษี
= LVMH =
กรณีล่าสุดที่เป็นข่าวดังที่ฝรั่งเศสนั้นเกิดขึ้นเมื่อประธานาธิปดี François Hollande มีนโยบายที่จะเก็บภาษีสำหรับผู้มีรายได้สูงขึ้นเป็น 75% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากขณะเดียวกัน Bernard Arnault ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท LVMH Moët Hennessy • Louis Vuitton ผู้ผลิตสินค้าแบรนด์หรูที่คนไทยรู้จักกันดี ก็ได้ทำการขอไปใช้สัญชาติเบลเยี่ยมโดยอ้างว่าเป็นความต้องการส่วนตัว ก่อให้เกิดคำถามจากสังคมว่าการย้ายสัญชาติครั้งนี้เกิดเพราะมาตรการภาษีหรือไม่
= เมื่อไม่มีนายทุน =
ผู้มีรายได้สูงเกือบทั้งหมดมักจะเป็นเจ้าของกิจการสักแห่ง หรือเรียกว่าเป็นนายทุน ซึ่งผลดีต่อการมีนายทุนในประเทศนั้นคือการทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้น เกิดการจ้างงาน เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ทำให้นายทุนเป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของตัวเอง
ในเมื่อนายทุนเป็นที่ต้องการของหลายๆประเทศแล้ว นโยบายต่างๆที่เป็นผลร้ายต่อนายทุนนั้นจะเป็นการผลักให้นายทุนต้องย้ายไปอยู่ประเทศอื่น และทำให้การจ้างงานในประเทศลดลง ส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
ผลกระทบจากนโยบายของฝรั่งเศสนั้น อาจทำให้เยอรมันต้องทำการทบทวนอีกครั้งว่าการขึ้นภาษีสำหรับผู้มีรายได้สูงนั้นจะคุ้มกับผลกระทบที่จะตามมาหรือไม่ เพราะสิ่งที่ยุโรปอาจต้องการในตอนนี้คือการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เศษเงินที่ได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้น
สรุปจากการสัมนาวิชาการด้านพลังงาน ตอนที่ 2
ครั้งก่อนผมได้เขียนสรุปไปหัวข้อหนึ่งคือ “ทางเลือกของพลังงานในอนาคต” วันนี้ผมจะสรุปอีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจให้ฟัง
= แนวโน้มของแบตเตอร์รี่ =
ทุกๆคนคงเคยได้ยินว่าสินค้าเทคโ
iPad วางขายในปี 2010 ใช้แบ็ตเตอร์รี่ขนาด 25 W·h ใช้ได้ 10 ชั่วโมง
iPad 3 วางขายในปี 2012 ใช้แบ็ตเตอร์รี่ขนาด 42.5 W·h ใช้ได้ 10 ชั่วโมง
เมื่อถามว่า iPad 3 นี้มีราคาต่างจากเดิมเท่าไหร่?คำตอบก็คือ ราคาเท่าเดิม!!นั่นหมายความว่าในเวลาเพียงแค่ส
= รถยนต์ขับเคลื่อนพลังไฟฟ้า =
เดิมทีนั้นข้อเสียของรถยนต์พลัง
ราคาแบตเตอร์รี่นี้ประกอบกับปัจ
= การส่งไฟฟ้าแรงสูงระยะไกล =
การส่งไฟฟ้านั้นเดิมนิยมใช้เทคโ
= ธุรกิจรถพลังงานไฟฟ้า =
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถพลังงา
บริษัทที่ผลิตรถไฟฟ้าเป็นจำนวนม
ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือรถ
= ธุรกิจสถานีบริการไฟฟ้าสำหรับรถ
ปัจจุบันนั้นหากไปตามเมืองใหญ่ๆ
ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอร์รีราคาถูก
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอีกมากที่จ